สำหรับธุรกิจ SME การขาดแคลนพนักงานในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้แรงงานสูง อาจส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินงาน ทั้งด้านยอดขาย ประสิทธิภาพการให้บริการ และภาระของพนักงานที่มีอยู่ ดังนั้น การสรรหาพนักงานให้ทันต่อความต้องการจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการบุคลากรเพื่อเข้าปฏิบัติงานในระยะเวลาอันสั้น
ปัจจุบันมีหลายช่องทางที่ธุรกิจสามารถใช้ในการประกาศรับสมัครและเข้าถึงผู้สมัคร แต่แต่ละช่องทางมีความเหมาะสมและระยะเวลาในการสรรหาที่แตกต่างกัน การเลือกช่องทางให้สอดคล้องกับความเร่งด่วนของตำแหน่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ต่อไปนี้คือ 6 วิธีหาพนักงานด่วนสำหรับธุรกิจ SME ตั้งแต่ช่องทางที่เหมาะกับการสรรหาบุคลากรอย่างเร่งด่วน ไปจนถึงวิธีที่เหมาะสำหรับการวางแผนกำลังคนในระยะยาว
เมื่อพนักงานเข้างานได้ทันเวลา ทุกอย่างก็ไหลลื่น — ตั้งแต่ออเดอร์แรกจนถึงโต๊ะสุดท้าย
หาพนักงานด่วน
เปรียบเทียบ 6 วิธีหาพนักงาน: ความเร็ว ต้นทุน คุณภาพ
On-Demand Staffing Platform เหมาะกับสถานการณ์ไหน
วิธีเขียนประกาศงานที่ได้คนดีมาสมัคร
คำนวณต้นทุนการหาพนักงาน มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง
เมื่อได้พนักงานแล้ว วิธีรักษาให้อยู่นาน
เปรียบเทียบ 6 วิธีหาพนักงาน: ความเร็ว ต้นทุน คุณภาพ
เจ้าของร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้าปลีก หรือบูธอีเวนต์มักเริ่มจากคำถามเดียวกันว่า “จะหาคนจากที่ไหนให้มาทำงานได้เร็วที่สุด” คำตอบไม่ใช่ช่องทางเดียวเสมอไป เพราะแต่ละวิธีเหมาะกับปัญหาคนละแบบ ถ้าขาดคนล้างจานคืนนี้ วิธีที่ดีไม่เหมือนการรับสมัครพนักงานประจำหน้าร้านเดือนหน้า
ตารางนี้สรุปภาพรวมแบบใช้งานจริง โดยพิจารณา 3 เรื่องหลักคือ ความเร็ว ต้นทุนที่มองเห็น และคุณภาพของการคัดกรองก่อนเริ่มงาน SME ควรเลือกวิธีตาม “เวลาที่รอได้” ก่อน แล้วค่อยดูต้นทุน
วิธี | เหมาะกับ | ความเร็ว | ต้นทุนหลัก |
|---|
วิธีที่ 1 On-demand platform | กะด่วน วันนี้ | เร็วมาก | ค่าบริการตามงาน |
วิธีที่ 2 Job board | ตำแหน่งรอได้ | ปานกลาง | ค่าโพสต์หรือเวลา |
วิธีที่ 3 Social media | งานทั่วไป | เร็วถึงปานกลาง | ค่าแอดและแชต |
วิธีที่ 4 Word of mouth | คนรู้จักแนะนำ | ไม่แน่นอน | เวลาและความสัมพันธ์ |
วิธีที่ 5 Temp agency | งานจำนวนมาก | ปานกลาง | ค่าบริหารจัดการ |
วิธีที่ 6 Walk-in | หน้าร้านคนเดินเยอะ | ช้าไม่แน่นอน | เวลาหน้างาน |
On-demand staffing platform เหมาะเมื่อธุรกิจต้องเติมกะที่ขาดทันที เช่น พนักงานเสิร์ฟไม่พอช่วงเย็น พนักงานแพ็กของขาดก่อนส่งออเดอร์ หรือบูธอีเวนต์ต้องการคนเพิ่ม ส่วน job board เหมาะกับตำแหน่งที่มีเวลาคัดเลือก เช่น แคชเชียร์ประจำร้าน ผู้ช่วยคลังสินค้า หรือพนักงานขายที่ต้องสัมภาษณ์หลายรอบ
Social media ให้ผลดีเมื่อร้านมีฐานผู้ติดตามหรืออยู่ในกลุ่มชุมชนที่ตรงสายงาน แต่จะเสียเวลาตอบแชตและคัดคนจำนวนมาก Word of mouth ได้คนที่มีคนรับรอง แต่จำนวนผู้สมัครมักจำกัด Temp agency เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการแรงงานหลายคนพร้อมระบบดูแลเอกสาร Walk-in ยังใช้ได้กับทำเลที่มีคนเดินผ่าน แต่พึ่งพาไม่ได้ในวันที่ต้องการคนแน่นอน
หลักคิดเร็วที่สุด: ถ้ากะเริ่มในวันนี้ ให้ใช้ช่องทางที่มีการคัดกรองและยืนยันคนพร้อมทำงานอยู่แล้ว ถ้ากะเริ่มใน 1-2 สัปดาห์ ให้ใช้ประกาศงานพร้อมแบบฟอร์มคัดกรอง ถ้าเป็นตำแหน่งประจำ ให้เปิดหลายช่องทางและวางรอบสัมภาษณ์ชัดเจน
หลักฐานที่ใช้ตัดสินใจได้ทันทีคือโครงสร้างงานของแต่ละช่องทาง: Employer App ของ Daywork ถูกออกแบบมาเพื่อการหาคนด่วนรายกะ ส่วน Jobpost เหมาะกับการประกาศงานให้ผู้สมัครเข้ามาเอง ธุรกิจจึงไม่ต้องใช้วิธีเดียวกับทุกปัญหาคนขาด
On-Demand Staffing Platform เหมาะกับสถานการณ์ไหน
On-demand staffing platform คือช่องทางที่นายจ้างส่งความต้องการกะงาน ระบบหรือทีมปฏิบัติการช่วยจับคู่แรงงานที่พร้อมทำงาน และช่วยลดภาระงานหลังบ้าน เช่น การยืนยันตัวตน การประสานงาน และการจัดการเอกสารบางส่วน จุดแข็งไม่ใช่แค่ “โพสต์งาน” แต่คือการลดเวลาระหว่างรู้ว่าคนขาดกับมีคนมาทำงานจริง
ใช้เมื่อเวลารอได้น้อยกว่ากระบวนการรับสมัครปกติ
ถ้าร้านรู้ตอนบ่ายว่าวันนี้ขาดพนักงานล้างจาน 2 คน การลงประกาศแล้วรอผู้สมัครอาจไม่ทันกะค่ำ กรณีนี้ควรใช้ on-demand platform ก่อน เพราะโจทย์คือ fulfillment ของกะงาน ไม่ใช่การสร้างฐานผู้สมัครระยะยาว
ใช้เมื่อผู้จัดการไม่มีเวลาคัดแชตเอง
SME หลายแห่งมีผู้จัดการคนเดียวดูทั้งหน้าร้าน สต็อก และตารางกะ ถ้าต้องตอบแชตผู้สมัคร 30 คนในวันเดียว ต้นทุนจริงจะสูงกว่าค่าโพสต์งานที่เห็นบนหน้าจอ วิธีที่มีการคัดกรองก่อนส่งคนเข้ากะจึงช่วยลดงานจุกจิกได้มาก
ใช้เมื่อคุณภาพขั้นต่ำต้องชัด
งานบางประเภทต้องการคนที่เข้าใจกติกากะ เช่น ตรงเวลา แต่งกายตามข้อกำหนด ใช้อุปกรณ์พื้นฐานได้ หรือรับงานที่ต้องยืนต่อเนื่องหลายชั่วโมง การหาพนักงานผ่านช่องทางที่มีขั้นตอนยืนยันและประวัติงานจะลดความเสี่ยงมากกว่าการรับจากข้อความสั้น ๆ ในกลุ่มออนไลน์
ดูรายละเอียด: บริการหาคนด่วนภายใน 24 ชั่วโมงจาก Daywork ในการเลือกช่องทางสรรหาพนักงาน ธุรกิจควรพิจารณามากกว่าค่าบริการต่อคน โดยควรคำนึงถึงระยะเวลาในการสรรหา ภาระของผู้จัดการ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่สามารถจัดกำลังคนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องบริหารงานเป็นกะ หากขาดพนักงานอาจส่งผลต่อความรวดเร็วในการให้บริการ การจัดการออเดอร์ หรือความพร้อมในการเปิดให้บริการของแต่ละจุดงาน
สำหรับธุรกิจที่ต้องการบุคลากรอย่างเร่งด่วน บริการหาคนด่วนภายใน 24 ชั่วโมงจาก Daywork เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงผู้สมัครได้รวดเร็วขึ้น เหมาะสำหรับตำแหน่งที่ต้องการคนเข้าทำงานในระยะเวลาอันสั้น และสถานการณ์ที่ธุรกิจไม่สามารถรอการสมัครงานผ่านช่องทางทั่วไปได้
วิธีเขียนประกาศงานที่ได้คนดีมาสมัคร
ประกาศงานที่ดีไม่จำเป็นต้องยาว แต่ต้องตอบคำถามที่ผู้สมัครใช้ตัดสินใจให้ครบ คนทำงานพาร์ทไทม์จำนวนมากเลือกงานจากความชัดเจนของเวลาเดินทาง รายได้จริง หน้าที่ และความน่าเชื่อถือของนายจ้าง ถ้าข้อมูลคลุมเครือ ผู้สมัครที่ดีมักเลื่อนไปดูงานอื่นก่อน.
องค์ประกอบ 5 ข้อที่ควรมีในทุกประกาศงานคือ ตำแหน่งงานที่เข้าใจง่าย วันและเวลาเริ่มงาน หน้าที่หลัก ค่าแรงหรือวิธีคิดค่าตอบแทน และเงื่อนไขสำคัญ เช่น ชุดแต่งกาย เอกสารที่ต้องใช้ หรือทักษะเฉพาะ อย่าใช้คำกว้าง ๆ อย่าง “ขยัน อดทน รายได้ดี” โดยไม่มีรายละเอียดรองรับ
เขียนชื่อตำแหน่งให้ตรงงานจริง เช่น พนักงานเสิร์ฟกะเย็น ไม่ใช่พนักงานทั่วไป
ระบุสถานที่ทำงานพร้อมจุดสังเกตหรือสถานีขนส่งใกล้เคียง
บอกเวลางานและวันจ่ายเงินให้ชัด ลดการถามซ้ำในแชต
แยกหน้าที่หลัก 3-5 ข้อ ไม่ใส่ทุกอย่างจนดูเกินจริง
ระบุคุณสมบัติที่จำเป็นจริง เช่น ยกของได้ ใช้เครื่องคิดเงินได้ หรือมีรองเท้าหุ้มส้น
ตัวอย่างประกาศที่ชัด: “รับพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารญี่ปุ่น สาขาอโศก กะ 17.00-22.00 น. หน้าที่รับออเดอร์ เสิร์ฟอาหาร เก็บโต๊ะ ต้องมีรองเท้าหุ้มส้นสีดำ เริ่มงานศุกร์นี้” ข้อความแบบนี้ช่วยให้ผู้สมัครประเมินตัวเองก่อนกดสมัคร และช่วยให้นายจ้างคัดคนได้เร็วขึ้น.
อีกทางเลือก: ประกาศงานฟรี
คำนวณต้นทุนการหาพนักงาน มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง
ต้นทุนการหาพนักงานไม่ได้มีแค่ค่าโพสต์หรือค่าบริการแพลตฟอร์ม ค่าใช้จ่ายที่มักถูกลืมคือเวลาของผู้จัดการ ค่าโฆษณา ค่าโทรและแชต ค่าเสียโอกาสเมื่องานสะดุด และต้นทุนการเทรนคนใหม่ทุกครั้ง ถ้าไม่รวมส่วนนี้ ธุรกิจจะเลือกช่องทางที่ดูถูกแต่แพงในทางปฏิบัติ
สูตรง่ายสำหรับ SME คือ ต้นทุนรวม = ค่าโพสต์หรือค่าบริการ + ชั่วโมงของผู้จัดการคูณมูลค่าชั่วโมงทำงาน + ค่าโฆษณา + ค่าเสียหายจากกะขาด + ค่าเทรนซ้ำ ตัวเลขนี้ไม่ต้องซับซ้อน แต่ต้องใส่ให้ครบก่อนเปรียบเทียบช่องทาง
ตัวอย่างการคิดต้นทุนแบบไม่หลอกตัวเอง
สมมติผู้จัดการใช้เวลา 4 ชั่วโมงคัดแชต โทรนัด และรอผู้สมัคร แต่สุดท้ายมีคนไม่มาตามนัด 2 คน ต้นทุนไม่ได้เป็นศูนย์ แม้โพสต์งานฟรี เพราะ 4 ชั่วโมงนั้นอาจใช้ไปกับการจัดสต็อก ฝึกพนักงานเดิม หรือดูแลลูกค้าหน้าร้านแทนได้
ถ้าเลือกซื้อโฆษณาใน social media ต้องรวมงบโฆษณาและเวลาตอบข้อความด้วย ถ้าใช้ temp agency ต้องดูค่าบริหารจัดการและเงื่อนไขทดแทนคน ถ้าใช้ on-demand platform ต้องเทียบค่าบริการกับความเสียหายจากการเปิดกะไม่ครบ ทั้งหมดนี้ทำให้คำว่า “ถูก” มีความหมายชัดขึ้น
SHRM รายงานค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการจ้างงานหนึ่งตำแหน่งในสหรัฐฯ ที่ 4,700 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่ต้นทุนของ SME ไทยโดยตรง แต่สะท้อนว่าการจ้างคนมีต้นทุนแฝงมากกว่าค่าประกาศงานเสมอ
ค่าจ้างขั้นต่ำ 337-400 บาทต่อวันจากกระทรวงแรงงาน เมื่อต้องจ่ายค่าแรงตามพื้นที่อยู่แล้ว นายจ้างควรแยก “ค่าแรงของงาน” ออกจาก “ต้นทุนการหาคน” เพื่อรู้ว่าช่องทางไหนคุ้มจริง
เมื่อได้พนักงานแล้ว วิธีรักษาให้อยู่นาน
การหาใหม่ทุกครั้งแพงกว่าการทำให้คนเดิมอยากกลับมารับกะซ้ำ โดยเฉพาะงานร้านอาหาร คลังสินค้า ค้าปลีก และอีเวนต์ที่มีขั้นตอนหน้างานเฉพาะตัว คนที่เคยทำงานกับร้านแล้วเข้าใจกติกา จะเริ่มงานได้เร็วกว่าและใช้เวลาสอนน้อยกว่า
เริ่มจากกติกากะที่ชัดเจน
บอกเวลาเข้างาน เวลาพัก จุดรายงานตัว ผู้ประสานงาน และสิ่งที่ต้องเตรียมให้ครบก่อนวันทำงาน อย่าให้พนักงานมาถึงแล้วต้องถามหาว่าเริ่มตรงไหน เพราะความสับสนในกะแรกทำให้ประสบการณ์งานแย่ตั้งแต่ต้น
จ่ายตรงเวลาและสื่อสารตรงไปตรงมา
คนทำงานพาร์ทไทม์จำนวนมากจัดตารางชีวิตจากรายได้รายวันหรือรายสัปดาห์ การจ่ายตามกำหนดและตอบคำถามเรื่องเงินให้ชัดคือปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้คนอยากกลับมาทำงานซ้ำ หากมีการเปลี่ยนแปลงกะ ควรแจ้งเร็วที่สุดและพูดด้วยเหตุผล
ทำรายชื่อคนที่ทำงานดีไว้ใช้ซ้ำ
หลังจบกะ ให้บันทึกว่าใครตรงเวลา เรียนรู้งานเร็ว สื่อสารดี หรือเหมาะกับงานประเภทไหน รายชื่อนี้ช่วยให้การหาคนงานรอบต่อไปเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากการเริ่มกับคนใหม่ทุกครั้ง
ถ้าต้องการต่อยอดจากการหาพนักงานรายกะไปสู่ระบบกำลังคนที่วางแผนได้มากขึ้น สามารถพิจารณา บริการช่วยสรรหาพนักงานด่วน ของ Daywork เพื่อเลือกแนวทางให้เหมาะกับรอบงานและปริมาณคนที่ต้องใช้
หลักฐานปิดท้ายที่จับต้องได้คือค่าจ้างขั้นต่ำรายวันที่ธุรกิจต้องจ่ายอยู่แล้ว หากคนลาออกบ่อย นายจ้างไม่ได้เสียแค่ค่าแรงวันนั้น แต่เสียเวลาสอนงานซ้ำและโอกาสให้บริการลูกค้า การรักษาคนที่ทำงานดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการหาพนักงาน ไม่ใช่งาน HR แยกต่างหาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการหาพนักงานด่วน
หาพนักงานด่วนควรเริ่มจากช่องทางไหน?
ถ้าต้องการคนเข้ากะวันนี้หรือพรุ่งนี้ ควรเริ่มจาก on-demand staffing platform เพราะโจทย์คือการเติมกะให้ทันเวลา ถ้ามีเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ค่อยใช้ job board หรือ social media เพื่อเปิดรับผู้สมัครจำนวนมากขึ้น
หาคนงานพาร์ทไทม์กับพนักงานประจำใช้วิธีเดียวกันไหม?
ไม่ควรใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด งานพาร์ทไทม์รายกะต้องเน้นความพร้อมเริ่มงาน ความตรงเวลา และความเข้าใจกติกาหน้างาน ส่วนพนักงานประจำต้องใช้เวลาสัมภาษณ์ ตรวจคุณสมบัติ และประเมินความเหมาะสมระยะยาวมากกว่า
ประกาศรับสมัครพนักงานต้องใส่อะไรบ้างถึงจะได้คนดี?
ควรใส่ตำแหน่ง สถานที่ วันเวลา หน้าที่ ค่าแรงหรือวิธีคิดค่าตอบแทน และเงื่อนไขจำเป็นให้ครบ ยิ่งประกาศชัด ผู้สมัครยิ่งประเมินตัวเองได้เร็ว และนายจ้างลดเวลาตอบคำถามซ้ำ
หาคนทำงานผ่าน social media คุ้มไหม?
คุ้มเมื่อธุรกิจมีฐานผู้ติดตามหรือเข้าถึงกลุ่มแรงงานที่ตรงพื้นที่ แต่ต้องรวมต้นทุนเวลาแชต คัดกรอง และติดตามผู้สมัครด้วย ถ้าต้องการความแน่นอนของกะงาน ช่องทางที่มีระบบยืนยันคนพร้อมทำงานอาจเหมาะกว่า
ต้นทุนการหาพนักงานควรคำนวณจากอะไร?
ให้รวมค่าโพสต์หรือค่าบริการ เวลาเจ้าของหรือผู้จัดการ ค่าโฆษณา ค่าเสียโอกาสเมื่อกะขาด และค่าเทรนคนใหม่ การดูแค่ค่าโพสต์อาจทำให้เลือกวิธีที่ดูถูก แต่ทำให้ธุรกิจเสียเวลามากกว่า
ติดตาม Daywork สำหรับนายจ้างได้ที่