วันที่โพสต์: 13 September 2026

รับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ให้ถูกกฎหมายทำยังไง

รับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ให้ถูกกฎหมายทำยังไง

กำลังมองหาแรงงานเสริมมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจอยู่ใช่ไหม? การรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ (Part-time) ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่รู้หรือไม่ว่า… การจ้างงานชั่วคราวก็มีกฎหมายแรงงานควบคุมอย่างเคร่งครัดไม่แพ้พนักงานประจำ หากนายจ้างหรือฝ่าย HR มองข้ามข้อกำหนดเล็กๆ น้อยๆ ไป อาจเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้การจ้างงานเป็นไปอย่างราบรื่น ถูกต้อง และสบายใจทั้งสองฝ่าย มาสแกนความพร้อมไปกับ “เช็คลิสต์! รับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ให้ถูกกฎหมาย” ที่รวบรวมข้อควรรู้สำคัญตั้งแต่เรื่องค่าแรง สวัสดิการ เวลาทำงาน ไปจนถึงสัญญาจ้างที่นายจ้างยุคใหม่ไม่ควรพลาด!

เจ้าของร้านอาหารชายไทยวัยกลางคนกำลังพูดคุยกับผู้สมัครงานหญิงสาวอย่างเป็นกันเองที่โต๊ะในร้านอาหาร บรรยากาศอบอุ่นพร้อมพื้นหลังครัวที่ยังคงทำงานอยู่

การสัมภาษณ์งานที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นทางการ — แค่ถามให้ถูกเรื่อง

รับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์อย่างถูกกฎหมาย

  • กฎหมายแรงงานที่นายจ้างต้องปฏิบัติตามเมื่อจ้างพาร์ทไทม์

  • เอกสารที่ต้องจัดทำ: checklist สำหรับนายจ้าง

  • วิธีเขียนประกาศรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ที่ได้คนมาสมัครจริง

  • ช่องทางรับสมัครที่เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน

  • 5 ข้อผิดพลาดที่ SME มักทำเมื่อจ้างพาร์ทไทม์และผลที่ตามมา

กฎหมายแรงงานที่นายจ้างต้องปฏิบัติตามเมื่อจ้างพาร์ทไทม์

คำว่า “พาร์ทไทม์” ไม่ได้ทำให้ลูกจ้างหลุดออกจากความคุ้มครองพื้นฐานของกฎหมายแรงงานโดยอัตโนมัติ หากมีความสัมพันธ์แบบนายจ้างกับลูกจ้าง เช่น นายจ้างกำหนดเวลาทำงาน สั่งงาน ควบคุมการทำงาน และจ่ายค่าจ้างเป็นรอบ พนักงานพาร์ทไทม์ยังควรได้รับสิทธิพื้นฐานตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง

เรื่องแรกคือค่าจ้างขั้นต่ำ นายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่คณะกรรมการค่าจ้างประกาศใช้ในจังหวัดนั้น ๆ ไม่ว่าจะเรียกงานว่า part-time รายวัน รายชั่วโมง หรือทดลองงาน การตั้งค่าจ้างจึงควรเริ่มจากการแปลงอัตราขั้นต่ำต่อวันเป็นฐานคิดต่อชั่วโมงอย่างระมัดระวัง และต้องคำนึงถึงชั่วโมงทำงานจริงในแต่ละกะ

เรื่องที่สองคือวันหยุด วันลา และเวลาทำงาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดหลักเรื่องวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันลาป่วย และค่าล่วงเวลาไว้สำหรับลูกจ้างโดยทั่วไป นายจ้างจึงไม่ควรเขียนประกาศหรือสัญญาในลักษณะที่ตัดสิทธิลูกจ้างทั้งหมดเพียงเพราะเป็นงานพาร์ทไทม์

เรื่องที่สามคือประกันสังคม หากเป็นลูกจ้างตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม นายจ้างต้องพิจารณาการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาตรา 33 ส่วนมาตรา 40 เป็นประกันสังคมภาคสมัครใจสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ใช่ทางเลือกที่นายจ้างใช้แทนมาตรา 33 ได้ในทุกกรณี

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับนายจ้าง ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี หากรูปแบบการจ้างซับซ้อน เช่น จ้างหลายสาขา จ้างนักเรียน หรือจ้างแบบรายโปรเจกต์ ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือที่ปรึกษากฎหมายก่อนใช้จริง.

หลักฐานสำคัญคือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งระบุหน้าที่นายจ้างเรื่องค่าจ้าง วันหยุด วันลา และการจัดทำข้อมูลลูกจ้างไว้เป็นกรอบปฏิบัติพื้นฐาน

เอกสารที่ต้องจัดทำ: checklist สำหรับนายจ้าง

การจ้างพนักงานพาร์ทไทม์ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารหนาเท่าพนักงานประจำ แต่ควรมีหลักฐานที่ตอบคำถามสำคัญให้ครบ: ใครทำงานอะไร ทำเมื่อไร ได้ค่าจ้างเท่าไร และจ่ายเมื่อไร เอกสารเหล่านี้ช่วยทั้งเรื่องบริหารกะและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงหากเกิดข้อโต้แย้ง

  • สัญญาจ้างชั่วคราวหรือหนังสือตกลงการจ้าง ระบุชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง หน้าที่ สถานที่ทำงาน ระยะเวลาจ้าง และค่าจ้าง

  • สำเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารยืนยันตัวตน ใช้ตามความจำเป็นและเก็บรักษาตามหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

  • ตารางกะและบัตรลงเวลา เช่น ระบบสแกน ใบเซ็นชื่อ หรือบันทึกเวลาใน app

  • หลักฐานการจ่ายค่าจ้าง เช่น slip เงินเดือน ใบรับเงิน หรือรายการโอนเงิน

  • แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนประกันสังคม หากเข้าข่ายลูกจ้างที่ต้องขึ้นทะเบียนมาตรา 33

  • คู่มือหน้าที่งานสั้น ๆ เช่น วิธีรับออร์เดอร์ วิธีปิดกะ วิธีรายงานปัญหา

สัญญาจ้างควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ไม่ต้องยาว แต่ต้องชัดเจนพอให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน โดยเฉพาะกะทำงาน การลาป่วย การยกเลิกกะ การแต่งกาย และเงื่อนไขการจ่ายค่าจ้าง หากร้านมีหลายสาขา ควรระบุให้ชัดว่าสามารถย้ายกะหรือย้ายสาขาได้หรือไม่

สำหรับบัตรลงเวลา นายจ้างควรเก็บข้อมูลให้ต่อเนื่อง เพราะเป็นฐานคำนวณค่าจ้างและค่าล่วงเวลาในกรณีที่มีการทำงานเกินเวลาที่ตกลงไว้ การจ่ายเป็นเงินสดยังทำได้ในบางธุรกิจ แต่ควรมีใบรับเงินหรือหลักฐานการจ่ายที่ตรวจสอบย้อนหลังได้

หลักฐานจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุให้นายจ้างจัดทำเอกสารเกี่ยวกับลูกจ้าง การจ่ายค่าจ้าง และเวลาทำงานในหลายกรณี ส่วนสำนักงานประกันสังคมกำหนดแนวทางขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาตรา 33 สำหรับลูกจ้างที่เข้าเงื่อนไข

วิธีเขียนประกาศรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ที่ได้คนมาสมัครจริง

ประกาศรับสมัครพาร์ทไทม์ที่ดีต้องช่วยให้ผู้สมัครตัดสินใจได้ทันทีว่า “งานนี้เหมาะกับฉันไหม” ถ้าข้อมูลไม่ชัด ผู้สมัครที่ดีมักเลื่อนผ่าน เพราะไม่อยากเสียเวลาทักไปถามเรื่องพื้นฐาน เช่น เวลาเข้าออกงาน ค่าแรง หรือสถานที่ทำงาน

โครงประกาศที่ใช้ได้จริงควรเริ่มจากชื่อตำแหน่งแบบตรงไปตรงมา เช่น “พนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์ กะเย็น” หรือ “พนักงานล้างจาน เสาร์-อาทิตย์” จากนั้นตามด้วยสถานที่ทำงาน ช่วงเวลา ค่าจ้างต่อชั่วโมงหรือวัน หน้าที่หลัก คุณสมบัติขั้นต่ำ และวิธีสมัคร

ส่วนประกาศ

ควรเขียนให้ชัด

ตัวอย่างสั้น

ตำแหน่ง

งานและกะ

เสิร์ฟ กะเย็น

ค่าจ้าง

บาทต่อชั่วโมงหรือวัน

60 บาทต่อชั่วโมง

เวลา

เข้าออกและวันทำงาน

17:00-22:00 น.

สถานที่

สาขาหรือย่าน

สยาม ซอย 3

หน้าที่

ทำอะไรบ้าง

รับออร์เดอร์ เสิร์ฟ เก็บโต๊ะ

อย่าเขียนคุณสมบัติกว้างเกินไป เช่น “ขยัน อดทน มีใจรักบริการ” โดยไม่มีบริบท ให้เปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่วัดได้ เช่น “ยืนทำงานต่อเนื่องได้ 4-5 ชั่วโมง” หรือ “ใช้มือถือรับกะและตอบข้อความได้” ผู้สมัครจะเข้าใจความคาดหวัง และนายจ้างคัดคนได้ง่ายขึ้น

ประกาศงานฟรีบน Daywork เหมาะกับร้านที่ต้องการทดสอบข้อความรับสมัครพาร์ทไทม์หลายแบบ เช่น กะเช้า กะเย็น หรือเสาร์-อาทิตย์ โดยนายจ้างยังเป็นคนคัดเลือกและนัดสัมภาษณ์เอง

ฟีเจอร์ Jobpost ของ Daywork ที่ออกแบบให้ SME ลงรายละเอียดตำแหน่งและจัดการผู้สมัครได้เอง จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการควบคุมข้อความประกาศและกระบวนการคัดเลือกอย่างใกล้ชิด

ช่องทางรับสมัครที่เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน

ไม่มีช่องทางเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ร้านเล็กที่มีเวลาคัดคนเองอาจเริ่มจาก job board ได้ แต่ร้านที่ขาดคนหน้างานช่วงกะพีคควรใช้ช่องทางที่ลดงานคัดกรองและประสานงานให้มากที่สุด ก่อนเลือกช่องทาง ให้ดู 3 เรื่อง: ความเร่งด่วน งบประมาณ และเวลาที่เจ้าของร้านมีในการคุยกับผู้สมัคร

ช่องทาง

เหมาะกับ

จุดที่ต้องระวัง

Job board

มีเวลาคัดเอง

ต้องตอบผู้สมัครเอง

Social media

หาคนในพื้นที่

ข้อมูลกระจัดกระจาย

On-demand platform

ต้องเติมกะเร็ว

ต้องระบุงานชัด

Social media เหมาะกับร้านที่มีชุมชนลูกค้าหรือพนักงานเก่าช่วยบอกต่อ แต่ข้อเสียคือข้อความสมัครอาจกระจายอยู่หลายช่องทาง ทำให้หลุดนัดหรือคุยซ้ำได้ง่าย Job board ช่วยจัดข้อมูลให้เป็นระบบกว่า แต่ยังต้องใช้เวลาคัดกรองเอง

แอปหาคนด่วนของ Daywork เหมาะกับร้านที่ต้องเติมกะเร็ว เช่น พนักงานเสิร์ฟ ล้างจาน หรือพนักงานหน้าร้าน เพราะระบบออกแบบมาให้ฝั่งนายจ้างส่งความต้องการงานเป็นกะ และให้ Daywork ช่วยดูแลงานสรรหา จับคู่ จ่ายเงิน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง

หลักฐานที่ใช้ตัดสินใจได้คือประเภทเครื่องมือ: Jobpost ให้ SME คุมการรับสมัครพนักงานเอง ส่วน Employer App ของ Daywork เน้นงาน on-demand staffing สำหรับตำแหน่งหน้างานที่ต้องการคนเป็นกะ เช่น ร้านอาหาร รีเทล และอีเวนต์

5 ข้อผิดพลาดที่ SME มักทำเมื่อจ้างพาร์ทไทม์และผลที่ตามมา

ข้อผิดพลาดแรกคือไม่ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อไม่มีข้อมูลเรื่องกะ ค่าจ้าง และหน้าที่งาน ความเข้าใจคลาดเคลื่อนจะเกิดง่าย โดยเฉพาะงานร้านอาหารที่เปลี่ยนกะบ่อยหรือเรียกคนเพิ่มในวันหยุด

ข้อผิดพลาดที่สองคือจ่ายต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำเพราะคิดว่าเป็นงานไม่เต็มเวลา วิธีคิดที่ปลอดภัยกว่าคือดูอัตราขั้นต่ำของจังหวัดจากประกาศของคณะกรรมการค่าจ้าง แล้วคำนวณให้สอดคล้องกับจำนวนชั่วโมงทำงานจริงและลักษณะงาน

ข้อผิดพลาดที่สามคือไม่เก็บหลักฐานเวลาทำงาน หากเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือค่าล่วงเวลา นายจ้างจะไม่มีข้อมูลยืนยัน ข้อผิดพลาดที่สี่คือเข้าใจว่าพนักงานพาร์ทไทม์ไม่เกี่ยวกับประกันสังคมเสมอ ทั้งที่ต้องพิจารณาจากความสัมพันธ์การจ้างและเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม

ข้อผิดพลาดที่ห้าคือโพสต์งานไม่ตรงกับงานจริง เช่น ประกาศว่า “ช่วยหน้าร้านเบา ๆ” แต่ให้ยกของ ล้างจาน และปิดร้านจนดึก สิ่งนี้ทำให้ผู้สมัครลาออกเร็ว เสียเวลาฝึกงาน และกระทบคุณภาพบริการในกะที่ลูกค้าแน่น

  1. ทำสัญญาสั้น ๆ ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง

  2. ระบุค่าจ้างและวันจ่ายให้ชัดในประกาศ

  3. เก็บบันทึกเวลาเข้าออกงานทุกกะ

  4. ตรวจเงื่อนไขประกันสังคมก่อนจ้างต่อเนื่อง

  5. เขียนหน้าที่จริง ไม่แต่งประกาศให้ดูง่ายเกินจริง

หลักฐานปิดท้ายคือกฎหมายคุ้มครองแรงงานและข้อมูลสำนักงานประกันสังคมที่ระบุหน้าที่นายจ้างไว้อย่างเป็นระบบ ส่วนในฝั่งปฏิบัติ Daywork มีทั้ง Jobpost สำหรับนายจ้างที่ต้องการประกาศรับสมัครพนักงานเอง และ Employer App สำหรับงานที่ต้องเติมกะหน้างานให้เร็วขึ้นโดยยังเก็บข้อมูลการจ้างให้เป็นระบบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจ้างพนักงานพาร์ทไทม์

รับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ต้องทำสัญญาจ้างไหม

ควรทำอย่างยิ่ง แม้บางกรณีการตกลงด้วยวาจาอาจมีผล แต่สัญญาหรือหนังสือตกลงช่วยยืนยันค่าจ้าง เวลา หน้าที่ และเงื่อนไขการจ่ายเงิน ลดความเสี่ยงเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง

พนักงานพาร์ทไทม์ต้องขึ้นประกันสังคมมาตรา 33 หรือไม่

ต้องพิจารณาจากลักษณะความสัมพันธ์การจ้างและเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม หากเป็นลูกจ้างตามเกณฑ์ นายจ้างควรขึ้นทะเบียนมาตรา 33 ส่วนมาตรา 40 เป็นระบบสมัครใจสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ใช่คำตอบแทนมาตรา 33 ในทุกกรณี

ประกาศรับสมัครพาร์ทไทม์ควรใส่ค่าจ้างไหม

ควรใส่ให้ชัดที่สุด เพราะผู้สมัครใช้ค่าจ้าง เวลาเดินทาง และกะทำงานเป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก การไม่ระบุค่าจ้างมักทำให้ต้องตอบคำถามซ้ำและเสียผู้สมัครที่พร้อมเริ่มงาน

รับสมัครพนักงานร้านอาหารพาร์ทไทม์ช่องทางไหนเร็วสุด

ถ้าไม่เร่งมากและต้องการคัดเอง ใช้ job board ได้ดี แต่ถ้าขาดคนในกะใกล้เปิดร้านหรือช่วงลูกค้าแน่น on-demand platform เช่น Employer App ของ Daywork จะเหมาะกว่า เพราะออกแบบมาสำหรับการเติมแรงงานเป็นกะ

จ้างพาร์ทไทม์รายวันต้องจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำไหม

โดยหลัก นายจ้างต้องไม่จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใช้ในจังหวัดนั้น ๆ ไม่ว่าจะเรียกการจ้างว่า รายวัน รายชั่วโมง หรือพาร์ทไทม์ ควรตรวจประกาศล่าสุดจากกระทรวงแรงงานหรือคณะกรรมการค่าจ้างก่อนกำหนดอัตรา

ติดตาม Daywork สำหรับนายจ้างได้ที่

อ่านบทความต่อ

บทความทั้งหมด

หากคุณกำลังมองหาพนักงานพาร์ทไทม์? มาลงประกาศตามหากับเรา

หาพนักงาน ประกาศงานได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ประกาศงานฟรี ได้พนักงานดี รวดเร็ว ทันใจ

ประจำ
พาร์ทไทม์
ด่วน
จำนวนมาก
daywork-ลงประกาศตามหากับเรา